“จากการทำหน้าที่ของตัวเอง ทำให้มุ่ยรู้ที่มาของปัญหาที่เกิดขึ้น จริงๆ แล้ว ผู้ถูกฟ้องที่ล้วนเป็นเกษตรกรนั้นไม่ได้มีความต้องการที่จะผิดนัดชำระเลย แต่เมื่อปี 2558เกิดภัยแล้งหนักหลายแห่งในไทย ชัยนาทก็เป็นหนึ่งในนั้น รัฐบาลประกาศให้เกษตรกรสามารถทำนาได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ส่งผลให้ชาวนาเหล่านั้นขาดรายได้ทันที เมื่อทำนาต่อไม่ได้ พ่อค้าคนกลางก็เอากล้าพันธุ์ข่ามาขายแก่ชาวนา โดยรับปากว่าจะรับซื้อตามราคาที่ตกลงกัน ชาวนากลุ่มหนึ่งจึงเลือกกู้มาซื้อกล้าพันธุ์ข่าในราคาไร่ละ 60,000 บาท แต่เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว พ่อค้าคนกลางกลับไม่มาตามที่สัญญา” เธอเล่า
การควบคุมสภาพอากาศไม่ได้ ส่งผลให้เสถียรภาพทางการเงินและความเป็นอยู่ที่ดีถูกสั่นคลอนลง เมื่อไม่มีความสามารถในการชำระคืน ทนายสาวจึงต้องทำหน้าที่ส่งฟ้องตามกระบวนการ และสุดท้ายมักจบที่การยึดหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือที่ดินทำกินของเหล่าเกษตรกรนั่นเอง