เมื่อเก้าปีที่แล้ว เมเม่เริ่มต้นการทำงานในสายบัญชี และปัจจุบันรับผิดชอบดูแลด้านการจัดการสินทรัพย์ของบริษัท ในกลุ่มการเงิน แต่เส้นทางการทำงานของเธอนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในช่วงปีแรกของการทำงาน เธอพบว่าการเปิดรับความเป็นตัวเองอย่างแท้จริงในที่ทำงานนั้นเป็นเรื่องท้าทาย
“ในการสัมภาษณ์งานครั้งนึง นายจ้างบอกกับเราทันทีเลยว่าพนักงานต้องแต่งตัวตามเพศกำเนิด ถึงจะเป็นหญิงข้ามเพศ คุณก็ต้องใส่เสื้อเชิ้ต ผูกเนคไท ใส่กางเกง และวิกทรงผมผู้ชาย หากจะทำงานที่นี่ มันทำให้เรารู้สึกไม่มีความสุข และเป็นการลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” เธอกล่าว “ความเป็นมืออาชีพนั้นมีอะไรมากกว่าแค่การแต่งกายตามเพศกำเนิด เราควรตัดสินคนที่ผลงานและยอมรับตัวตนที่เขาเป็นจริงๆ”
จากผลสำรวจของ Catalyst ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนั้น พนักงาน LGBTQ ราว 10 เปอร์เซ็นต์ตัดสินใจลาออกจากงานเนื่องด้วยสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม (inclusion) ภายในองค์กร แต่บริษัทจำนวนมากก็พยายามปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรใหม่ โดยในรายงานฉบับเดียวกันนี้ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ในปี 2564 บริษัทในกลุ่ม Fortune 500 จำนวนมากขึ้นเริ่มมอบสวัสดิการให้กับพนักงานกลุ่ม LGBTQ โดยในจำนวนดังกล่าว 57 เปอร์เซ็นต์นั้นครอบคลุมถึงสวัสดิการสำหรับคู่รักเพศเดียวกัน และ 71 เปอร์เซ็นต์นั้นครอบคลุมถึงสวัสดิการสำหรับบุคคลข้ามเพศ[1]